วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2551

จังหวะและชุด

จากครั้งที่แล้วที่ได้เสนอเรื่องของการทำให้เกิด sequence ใหม่โดยการสลับตำแหน่งของเวลา จึงได้กลับมาคิดอีกรอบหนึ่งเผื่อมีทางอื่นนอกจากที่กล่าวไป ก็ได้ไปศึกษานาฬิกาและตัวเลขรวมถึงการเดินของตัวนาฬิกาเอง ( เพื่อไม่ให้กว้างเกินไปจึงศึกษานาฬิกาเข็มเท่านั้น ) ก็ได้สนใจตรงขีดของชั่วที่ให้จังหวะของเข็มเดิน



ช่องแต่หละช่องทำให้เกิดทั้ง จังหวะ และ micro macro จึงกะว่าจะนำตรงช่องของจังหวะนี้มาเป็นโครงสร้างของงานได้ โครงที่สังเกตนี้ อาจได้ทั้งในเรื่องของ จังหวะ และ ชุด ( Series ) ช่องแต่หละช่องมีจังหวะที่เท่ากัน มีการเดินที่เหมือนกัน และยังสามารถ วน กลับมาที่เดิม ซ้ำแล้วซ้ำอีก จากวินาทีจนไปถึงสหัสวรรษ โครงสร้างที่คิดว่าจะมาทำเป็นงานนั้น อาจจะเป็นการเรียง อย่างต่อเนื่องของจังหวะก็ได้ หรือเป็นชุดก็ได้ครับ

MACRO & MICRO

จากที่ได้สรุปตามความเข้าใจของตัวเอง micro คือสิ่งเล็กๆน้อย และเมื่อมารวมกันก็กลายมาเป็น macro จากที่ได้คิดทบทวน หัวข้อ macro micro
ก็คิดว่า macro และ micro อยู่รอบๆ ตัวเราทั้งนั้น ไม่ว่าจะหยิบอะไรขึ้นมา นั่นก็คือ macro micro ผมจึงตั้งหัวข้อที่จะใช้ดึงเอาความสนใจออกมาเอง
คือเมื่อตื่นมาอันดับแรกตัวผมเองคิดถึงสิ่งใด แล้วผลทดลองก็ได้มาคือ เวลา ( กี่โมงแล้ว ) แล้วก็มาตีออกอีกที มันเข้าไปเกี่ยวในเรื่องของตัวเลข
แล้วก็พยายามหาวิธีที่จะดึงออกมาทำงาน แล้วก็คิดดูคร่าวๆ ว่า ถ้าเวลาเกิดการสับเปลี่ยนในแต่ละวัน อาจทำให้เกิดสิ่งใหม่ได้ เลยคิดไปถึง การย้าย
ตำแหน่ง ก็อาจทำให้เกิด sequence ขึ้นมา จากในชั่วโมงที่แล้ว อาจารย์ทั้งสองท่าน ก็บอกว่าวิธีการทำงานพอไปได้แล้ว แต่เนื้อหาที่หยิบมาจะลงมือทำ
ยังไม่ได้จึงให้ไปหาวิธี เอาการทำงานไปลองหลายๆ อย่างดู

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2551

จากอาทิตที่แล้วที่ได้พรีเซ้นไป การทำงาน และ การเตรียมตัวที่ออกไปพรีเซ้น ส่วนตัวแล้ว พยายามทำไปให้น้อยที่สุด เพราะเกิดการกลัวอย่างนึงคือ กลัวว่าถ้าทำไปเยอะ อาจจะไม่ใช่เนื้อที่แท้จิง เลยทิ้งน้ำไปให้หมดเอาไปแต่เนื้อๆ แต่ที่ไหนได้พอไปถึง ทุกคนมีทั้งน้ำมีทั้งเนื้อ ขอแค่มีหลายหน้าให้ดูเป็นพอใช้ได้ ตอนนั้นผมคิดว่าผมมีน้อยที่สุดในห้องอย่างแน่นอน เพราะผมคัดแล้วคัดอีก พยายามทำหน้าให้น้อยที่สุด เพื่อที่จะได้ไม่โดนว่า ว่าเอาอะไรมาหนะ เลยมีไปน้อยมากแล้วก็เลย ทำโมชั่นของงานชิ้นนึงไปเพิ่มเกี่ยวกับสายตาในการมองเห็น ของจังหวะสายตาเลยดึงเอารูปมาลงให้ดูอีกที







วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2550

จังหวะการเรียง

วันนี้จะมาอธิบายคร่าวๆ ของจังหวะในการเรียง และผลกระทบต่อการย้ายตำแหน่งของการเรียง ภาพแรกนี้เป็นสี่เหลี่ยมสีดำ เรียงกันเป็นระเบียบมีช่องจังหวะที่เท่ากันเสมอตลอดทุกช่อง ก็จะทำให้เกิดการเรียง แต่ด้านล่างของแถวที่เรียงนั้น เมื่อถูกกระจาย การเรียงหายไปทำให้ไม่เกิดจังหวะขึ้น



ภาพที่สองเป็นลักษณะเดิมแต่มีการเพิ่ม ตัวเลขไป ทำให้เมื่อกระจายไปแล้ว การเรียงก็ยังคงอยู่เนื่องจาก มีตัวเลขคอยนำทางของสายตาว่า อันไหนมาก่อนมาหลัง



ภาพที่สามที่ลักษณะเดิมอีกเช่นกันแต่เปลี่ยนจากตัวเลขเป็น สี สายตาเราก็ยังคงแยกแยะออกอยู่เช่นกันว่า ไหนเข้มไหนอ่อน ทำให้เกิดการเรียงขึ้นได้



ภาพที่สี่เป็นการยกตัวอย่างของ ภาพที่ใช้ FONT ในการสื่อสาร แต่มีการเล่นกับตัวหนังสือที่ว่า ความหนาบางนั่นเอง ทำให้เกิดการแยกแยะได้ว่าเป็นคำๆ ไป แม้ไม่มีช่องไฟเกิดขึ้นแต่ก็สามารถอ่านได้เป็นคำ ไป



แล้วไว้จะมาลงเพิ่มครับ ขอบคุณมากครับ

วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2550

จังหวะ

ในทางทัศนศิลป์ จังหวะเกิดจาก การเว้นระยะ ความห่าง หรือการซ้ำที่เป็นระเบียบ เป็นจังหวะจะโคน จากระเบียบธรรมดา ที่มีช่วงถี่ ห่าง เท่า ๆ กัน มาเป็นระเบียบที่สูง และซับซ้อนขึ้น ของทัศนธาตุ หรือส่วนประกอบมูลฐานของทัศนศิลป์ (Elements of Visual Art) เช่น เส้น รูปร่าง รูปทรง สี ที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว (Movement) ทางสายตา คือทางเดินของ ภาพที่มีพลังชักนำหรือขัดแย้งให้สายตาติดตาม

จังหวะ ที่ปรากฎในสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา
จังหวะของงานทัศนศิลป์ เป็นการซ้ำหรือการไหลต่อเนื่องกัน ของ ส่วนประกอบมูลฐานของศิลปะ เช่น เส้น รูปร่าง รูปทรงพื้นผิวในที่ว่าง มีความถี่ ความห่าง เกิดเคลื่อนไหวในทางสายตา จำแนกออกได้ 3 ประเภทตามลักษณะการเกิดของจังหวะ คือ.

1. จังหวะเกิดจากซ้ำกัน (Repetition Rhythm)
หมายถึงการจัดช่วงจังหวะให้มีลักษณะ ซ้ำกันของ ส่วนประกอบขั้นมูลฐาน เช่น เส้น สี น้ำหนัก รูปร่าง รูปทรง ฯลฯ ซึ่งมีหน่วยตั้งแต่ 2 หน่วยขึ้นไป โดยมีบริเวณว่าง คั่นอยู่ ระหว่างรูปร่าง หรือรูปทรงเหล่านั้น










(ซ้าย) วัตถุที่เป็นหน่วยเดียว ยังไม่มีการเกิดของจังหวะ จนกว่าจะมีการซ้ำเกิดขึ้น (ขวา)




จังหวะ ที่เกิดจาก การซ้ำในบางลักษณะ ทำให้เกิดภาพลวงตาได้


2. จังหวะเกิดจากการต่อเนื่อง (Continuous Rhythm)
หมายถึงการเคลื่อนไหวที่มีจังหวะ ซึ่งอาจจะ เป็นเส้น สี รูปร่าง รูปทรง แสงเงา ฯลฯ ที่ต่อเนื่อง โดยไม่มีบริเวณว่างมาคั่น การกำหนดจังหวะ อยู่ที่ลักษณะการเคลื่อนไหวของวัตถุเอง เช่น เดียวกับคลื่นในทะเล ที่เลื่อนไหลไปอย่าง สม่ำเสมอ ให้จังหวะต่อเนื่องกันของเส้น สี น้ำหนัก หรือ จังหวะของดนตรีที่มีการต่อเนื่องกันด้วยเสียงสูง เสียงต่ำ บรรเลง ได้อย่างต่อเนื่อง เป็นจังหวะไม่ขาดระยะ




จังหวะที่ต่อเนื่อง เปรียบเหมือนกับการกระเพื่อมของสิ่งใดสิ่งหนึ่งบนพื้นผิวที่ตึง เรียบ


3. จังหวะเกิดจากการต่อเนื่องก้าวหน้า (Progressive Rhythm)
หมายถึงการจัดจังหวะให้เพิ่มขึ้นเป็น ลำดับอาจเ กิดขึ้น จากเส้น ขนาด น้ำหนัก รูปร่าง รูปทรง เส้น สี พื้นผิว ฯลฯ เป็น การสร้างสรรค์ระยะของจังหวะ ให้เปลี่ยนแปลง ไปทีละน้อย
(ศึกษาเรื่องการแปรเปลี่ยน (Gradation)ในบทที่ 3.6 )เพิ่มเติม)

จังหวะก้าวหน้า เกิดจากการกระจาย หรือการลดหลั่น (Gladiation) ของเส้น (ล่างอันที่ 1)





วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2550

รหัสมอร์สที่ 2

จากครั้งที่แล้วที่ว่าด้วยเรื่องของ รหัสมอร์สแล้วข้ามไปที่เรื่องการตัดทอนของตัว FONT แล้วคณะอาจารย์เห็นว่าไม่เหมาะสมเหมือนเป็นการข้ามกระบวนการเกิดไป จึงกลับมาสำรวจคำว่า รหัสมอร์ส อย่างจริงจัง แล้วก็ได้ออกมาคำนึงว่า
รหัสมอร์ส คือจังหวะ
ทำไมถึงคือจังหวะเพราะ ถ้าไม่มีจังหวะ ก็จะไม่เกิด รหัสมอร์ส หรือมีการสื่อสารที่ผิดไป จังหวะจึงเป็นตัวการหลักสำคัญของ รหัสมอร์ส พอได้แกนหลักว่า จังหวะ มาแล้วก็ยังตันอยู่สักพักนึง ก็นั่งดูเว็บที่แนะนำร้านอาหารและวิธีการทำอาหาร พี่แช้มป์ ก็ทักว่าเอ้ยกู้มึงชอบอาหารทำไมไม่ลองดึงอาหารมาทำดูหละ ผมก็งง “ มันจะได้เหรอพี่ “ พี่แช้มป์ก็บอกว่า “ มันก็ต้องลองดู “ ก็เลยนั่งคุยกันพักใหญ่ ก็ได้แกนหลักของอาหารมาว่า “ เพื่อความอยู่รอด “ พอได้คำนี้มาก็นั่งคิดกันอีกว่า เพื่อความอยู่รอดมีอะไรบ้าง ก็นั่งคิดไปมาว่ามันจะเกี่ยวอะไรกับ จังหวะไหม ก็คิดไปคิดว่าก็คิดว่า เออเนอะ ชีวิตเราเกือบทั้งหมดแทบต้องมีจังหวะทุกอย่าง ต้องมีการกะเกน พอมีการกะเกน ก็ทำให้เกิดจังหวะขึ้น ทั้งการขับรถต้องมีจังหวะในการขับการเลี้ยว การเดินต้องมีจังหวะ การทานข้าวต้องมีการตัก การเคี้ยว การนั่ง การยืน การพูด สิ่งรอบตัวในชีวิตประจำวันแทบจะเป็นจังหวะทั้งหมด หรือผมคงขอเรียกว่า จังหวะชีวิตหละมั้งครับ



ก็มาลงตรงที่ การหายใจ การเต้นของหัวใจและชีพจร ถ้าหยุดหายใจ ชีวิตก็คงดับลงถ้าหัวใจไม่เต้นก็คงดับลงอีกเช่นกัน ชีพจรไม่เต้นก็คงดับลงเหมือนกัน ทุกอย่าง 3 อย่างมีจังหวะของมัน จึงมาคล้องกับ รหัสมอร์สที่ มีจังหวะ ไม่งั้นคงไม่สามารถ สื่อสารได้ ที่สนใจใน ลายเส้น ของการเต้นของหัวใจหรือชีพจรนั่นเอง จังหวะการเต้น ที่ขึ้นลง ที่แสดงถึงอารมณ์ได้ ทั้งตกใจ ดีใจ ตื่นเต้น วิตก ฯลฯ จึงสนใจในตรงนี้ว่าเออมันน่าจะนำมาทำอะไรได้มากกว่านี้อีกนะ

วันอังคารที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2550

ประวัติของคนสร้างรหัสมอร์สและเป็นผู้คิดประดิษฐิเครื่องรับส่งโทรเลข

แซมมวล มอร์ส (Samuel Morse)



โลกรู้จักกับ “โทรเลข” (Telegraph) และเทคนิคการทำงานของมันเป็นครั้งแรกในวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๘๔๔ (พ.ศ. ๒๓๘๗) เมื่อ แซมมวล มอร์ส (Samuel Morse) ชาวอเมริกัน ผู้ประดิษฐ์เครื่องส่งสัญญาณไฟฟ้าทางไกลและคิดค้นรหัสแทนตัวหนังสือ ได้ทดลองใช้สัญญาณไฟฟ้าดังกล่าวส่งข่าวสารผ่านรหัสที่เขาคิดค้น จากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ไปยังเมืองบัลติมอร์ได้เป็นผลสำเร็จ สำหรับมอร์ส วันนั้นถือเป็นวันที่เขาประสบความสำเร็จที่สุดในชีวิต ทั้งความพยายามที่จะเยียวยาจิตใจก็ลุล่วง

สิบเอ็ดปีก่อนหน้านี้ มอร์สทราบข่าวการเสียชีวิตของภรรยาล่าช้าไปถึง ๓ วัน จึงทำให้เขาตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องคิดค้นวิธีการสื่อสารที่รวดเร็วยิ่งกว่าจดหมายขึ้นมาให้ได้ หลังจากนั้นมอร์สก็ทุ่มเทเวลาไปกับการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับแม่เหล็กไฟฟ้า พร้อมเก็บเงินทีละเล็กทีละน้อยซื้ออุปกรณ์สร้างเครื่องส่งโทรเลข และทำการทดลองจนประสบความสำเร็จในที่สุด

เทคนิคที่มอร์สคิดค้นขึ้นมาจากการกดสวิตช์ไฟอย่างง่าย สวิตช์ดังกล่าวประกอบด้วยสปริงทองเหลือง ส่วนปลายมีปุ่มสำหรับกด ซึ่งติดกับสปริงและแม่เหล็กไฟฟ้าอันเล็กๆ เมื่อกดปุ่มแล้ว กระแสไฟฟ้าก็จะเดิน ถ้ายกมือออกจากปุ่ม กระแสไฟฟ้าก็จะตัด สวิตช์นี้จะทำหน้าที่ส่งกระแสไฟฟ้าเป็นช่วงสั้นและช่วงยาว ก่อให้เกิดรหัสสัญญาณโทรเลข หรือที่เรียกกันว่า “รหัสมอร์ส” ซึ่งการทำงานของมันก็คือ กดปุ่มแล้วปล่อยทันที (กดสั้น) ได้ผลเป็นจุด (O) ถ้ากดปุ่มค้าง (กดยาว) ได้ผลเป็นขีด (-) โดยมอร์สได้คิดค้นรหัสแทนตัวหนังสือไว้แล้วว่า การเรียงจุดและขีดแบบใด หมายถึงตัวอักษรหรือตัวเลขใด

หลักการส่งและรับโทรเลข
ในการส่งโทรเลขนี้นะครับ ก็จะมีหลักการดังนี้ครับ ก็คือว่า ทางเครื่องส่งนี้จะต้องทำการแปลงรหัสนะครับ คือจากตัวเลขหรือตัวอักษร ที่เราเข้าใจแล้วทำการแปลงรหัสไปเป็นรหัสสัญญาณทางไฟฟ้า จากนั้นก็จะส่งไปตามสายสัญญาณพอไปถึงเครื่องรับแล้วนะครับ เครื่องรับก็จะทำการรับสัญญาณทางไฟฟ้านั้นมาทำการถอดรหัสทางไฟฟ้ามาเป็นตัวเลขหรือตัวอักษร ที่เราเข้าใจยังไงล่ะครับ


ข้อดีของโทรเลข คือ
สามารถส่งข่าวสารและข้อมูลไปได้ในระยะทางไกลๆ
ประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะสามารถใช้ปริการโทรเลขได้ในราคาถูก

ข้อเสียของโทรเลข คือ
ต้องแปลรหัสโทรเลขทั้งขณะส่งและขณะรับ ทำให้เสียเวลา
หากแปลรหัสผิดอาจทำให้ข่าวสารและข้อมูลนั้นๆมีใจความเปลี่ยนไป

เพิ่มเติมครับ
หลังจากที่ได้อ่านๆ ข้อมูลมาผมคิดว่า ในสมัยก่อนเนี่ยโทรเลขเหมือนถูกทำมาเพื่อเป็นการย่นเวลาในการสื่อสารให้มีความเร็วเพียงไม่กี่วินาที เพราะจดหมายใช้เวลาอย่างต่ำก็หนึ่งวันสองวันเป็นอย่างต่ำ